ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หน้าเว็บไซต์ได้ผ่านการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่หน้าเว็บไซต์ยุคแรกประกอบด้วยข้อความเพียงอย่างเดียว รูปภาพ และวิดีโอได้ถูกนำมาใช้ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ไฟล์มัลติมีเดียเหล่านี้ก็เป็นภาระหนักสำหรับหน้าเว็บไซต์ ขนาดไฟล์ที่เคยอยู่หลักกิโลไบต์ (KB) ตอนนี้ขยับเพิ่มเป็นเมกะไบต์ (MB)
ขนาดไฟล์ของหน้าเว็บไซต์ที่เพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับความต้องการของผู้ใช้งานที่ต้องการให้หน้าเว็บไซต์สามารถโหลดได้อย่างรวดเร็ว แม้ความเร็วของอินเทอร์เน็ตในยุคปัจจุบันจะมีความเร็วสูงมากขึ้นแล้ว แต่ขนาดไฟล์ก็ส่งผลต่อการใช้งานผ่าน Cellular ที่มีการจำกัดปริมาณข้อมูลที่ใช้งานได้อยู่ดี เพื่อแก้ไขปัญหาฟอร์แมตสื่อที่มีขนาดใหญ่เหล่านี้ จึงมีการคิดค้นวิธีเข้ารหัสออกมามากมาย เพื่อลดขนาดไฟล์มัลติมีเดียให้มีขนาดเล็กลง
Google ได้ประกาศฟอร์แมตสื่อรุ่นใหม่สองรูปแบบในงาน I/O ปี ค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) ได้แก่ WebP สำหรับภาพนิ่ง และ WebM สำหรับวิดีโอ ซึ่งในปัจจุบัน ไฟล์สองนามสกุลนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก ในบทความนี้ เรามาทำความรู้จักกับไฟล์ฟอร์แมต WebP และ WebM กัน
WebP เป็นรูปแบบไฟล์รูปภาพ ที่บริษัท Google ได้ประกาศเปิดตัวในปี ค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) โดยมาตรฐานนี้สามารถบีบอัดภาพได้ในอัตราส่วนสูง ขนาดของภาพจะเล็กลง แต่แทบไม่สูญเสียคุณภาพเลย ช่วยให้หน้าเว็บไซต์สามารถดาวน์โหลดแสดงผลภาพได้เร็วขึ้น
ภาพจาก : https://zeo.org/resources/blog/what-are-webp-and-webm-and-how-to-use-them#h_23833884575151665494031545
หากเราแปลงไฟล์ PNG ซึ่งเป็นไฟล์รูปภาพแบบไม่สูญเสียข้อมูล (Lossless) ตามรูปตัวอย่างที่เห็นด้านบน ไปเป็นรูปแบบ WebP ไฟล์จะมีขนาดเล็กลงได้ถึงมาก 26% โดยที่ไม่ถูกลดคุณภาพของภาพ ทั้งนี้ WebP มีการบีบอัดทั้งแบบ "ไม่สูญเสียข้อมูล" (Lossless) และแบบ "สูญเสียข้อมูล" (Lossy)
ดังนั้นเรามาทำความเข้าใจว่า Lossless และ Lossy คืออะไร ?
WebP-Lossless เป็นการบีบอัดภาพโดยที่ทุกพิกเซลของภาพยังคงเดิมหลังจากการบีบอัด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลภาพใด ๆ อันที่จริง รูปแบบไฟล์แบบ PNG ก็รองรับการบีบอัดแบบ Lossless เช่นกัน แต่ว่า WebP สามารถให้คุณภาพภาพเทียบเท่ากับ PNG ได้โดยที่มีขนาดไฟล์เล็กกว่าถึง 26%
เป็นรูปแบบการบีบอัดที่ลดขนาดไฟล์ ด้วยการลบพิกเซลบางส่วนออกจากภาพ ซึ่งเป็นส่วนที่สายตามนุษย์ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ เมื่อเปรียบเทียบกับ JPEG ซึ่งเป็นรูปแบบการบีบอัดแบบสูญเสียข้อมูลที่ได้รับความนิยม พบว่า WebP-Lossy จะลดขนาดไฟล์ได้มากกว่า โดยสามารถลดลงประมาณ 25% ถึง 34% เลยทีเดียว
ข้อดีของการใช้รูปแบบไฟล์ WebP คือ ช่วยลดขนาดไฟล์ภาพลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลให้เว็บไซต์โหลดได้เร็วขึ้น มันจึงกลายเป็นทางเลือกที่ทั้งผู้ใช้งานและ Google ต่างก็ให้การสนับสนุน
ข้อได้เปรียบด้านขนดาไฟล์นี้มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะสำหรับเจ้าของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ หรือบล็อกที่มีการใช้งานภาพจำนวนมาก เนื่องจากการลดขนาดไฟล์ช่วยให้ประสิทธิภาพโดยรวมของเว็บไซต์ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในด้านความเร็ว และต้นทุนที่ต้องใช้ในการจัดเก็บข้อมูล
นอกจากนี้ ด้วยการใช้ WebP ยังช่วยให้เราไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบไฟล์ภาพที่แตกต่างกันในแต่ละส่วนของเว็บไซต์อีกด้วย เช่น โดยทั่วไปโลโก้มักใช้ไฟล์ PNG เนื่องจากต้องการทำพื้นหลังแบบโปร่งใส ในขณะที่รูปภาพอื่น ๆ มักใช้ไฟล์ JPG ซึ่งรูปแบบไฟล์เหล่านี้ใช้พื้นที่จัดเก็บมาก และยังมักได้รับคำเตือนในรายงาน Google PageSpeed Insight ว่าควรปรับปรุงการจัดการภาพเพื่อเพิ่มความเร็วในการโหลดหน้าอีกด้วย
รูปแบบไฟล์นี้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยบริษัท Google ถึงแม้จะมีข้อดีหลายด้าน แต่ก็มีข้อเสียอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องความเข้ากันได้กับบางเว็บเบราว์เซอร์ แม้ว่าปัจจุบันนี้ เว็บเบราว์เซอร์ยอดนิยมส่วนใหญ่จะรองรับ และแสดงผลไฟล์ WebP ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ Safari และ Internet Explorer กลับยังไม่รองรับ ซึ่งอาจสร้างความยุ่งยากในการใช้งานหรือแสดงผลภาพบนเว็บไซต์บางประเภท
ภาพจาก : https://zeo.org/resources/blog/what-are-webp-and-webm-and-how-to-use-them
ในปี ค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) Google ได้เปิดตัวรูปแบบไฟล์ชนิดใหม่ที่ชื่อว่า WebM สำหรับไฟล์วิดีโอ และไฟล์เสียง ซึ่งออกแบบมาสำหรับการใช้งานบนเว็บไซต์โดยเฉพาะ รูปแบบไฟล์มัลติมีเดียชนิดใหม่นี้ ถูกเสนอให้เป็นคู่แข่งกับรูปแบบมัลติมีเดียอื่น ๆ โดยเฉพาะ MP4 ซึ่งตัว WebM มีจุดเด่นที่น่าสนใจหลายอย่าง
จากที่เราได้บอกไปว่าไฟล์ WebM ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนเว็บโดยเฉพาะ โดยมันใช้ตัวแปลงสัญญาณ VP8 และ VP9 ซึ่งสามารถบีบอัดไฟล์มัลติมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ขนาดไฟล์เล็กลงมาก นอกจากนี้ การเปิดไฟล์ยังใช้ทรัพยากรการประมวลผลจากคอมพิวเตอร์น้อยมาก ทำให้ประหยัดพลังงานได้ดี จุดมุ่งหมายของการออกแบบไฟล์ WebM คือเพื่อให้สามารถสตรีมวิดีโอออนไลน์คุณภาพสูงในต้นทุนต่ำได้ บนการรับชมบนอุปกรณ์แทบทุกชนิด เช่น สมาร์ทโฟน, คอมพิวเตอร์ (PC), แท็บเล็ต หรือสมาร์ททีวี โดยไม่ขึ้นกับความแรงของอุปกรณ์นั้น ๆ
ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ YouTube ทาง Google จะทำการแปลงวิดีโอที่เราอัปโหลดขึ้นไปให้เป็น WebM โดยไม่สนใจว่าไฟล์เดิมจะอัปโหลดมาในรูปแบบใด ? ช่วยให้สามารถประหยัดพื้นที่จัดเก็บได้มากด้วยอัตราการบีบอัดที่สูง
กล่าวได้เลยว่าความแตกต่างหลักระหว่าง WebM และ MP4 คือ "ความแพร่หลาย" หรือความนิยมในการใช้งาน เพราะ MP4 เป็นรูปแบบวิดีโอที่มีอยู่ในตลาดมานานหลายปี และสามารถใช้งานได้กับอุปกรณ์หลากหลายประเภท แม้แต่กล้องวิดีโอดิจิทัลรุ่นเก่าก็ยังสามารถเล่นไฟล์ MP4 ได้
Google ระบุอย่างชัดเจนว่า WebM ถูกออกแบบมาโดยมีการใช้งานบนเว็บไซต์เป็นหัวใจหลัก ดังนั้นเราเลยต้องมาพิจารณาว่า WebM ได้รับการสนับสนุนบนเว็บไซต์มากน้อยขนาดไหน ?
ภาพจาก : https://zeo.org/resources/blog/what-are-webp-and-webm-and-how-to-use-them
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นว่าเว็บเบราว์เซอร์ทั้งหมดในปัจจุบันนี้ มีเพียงแค่ Internet Explorer และ Opera Mini เท่านั้นที่ไม่รองรับ ที่เหลือสามารถใช้งาน WebM ได้อย่างราบรื่น
อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่อง "สิทธิการใช้งาน" หากเราใช้ MP4 ร่วมกับตัวแปลงสัญญาณ H.264 และ H.265 ในการพัฒนา เราจะต้องชำระค่าลิขสิทธิ์ด้วย นักพัฒนาที่ใช้ตัวแปลงสัญญาณเหล่านี้มีข้อผูกพันในการจ่ายค่าธรรมเนียมลิขสิทธิ์ ในทางกลับกัน WebM นั้นฟรีทั้งหมด เราสามารถพัฒนาโดยใช้ WebM ได้ตามต้องการอย่างอิสระ
เราได้กล่าวไปแล้วว่า WebM ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนเว็บไซต์เป็นหลัก โดย Google ตั้งใจให้ขนาดไฟล์เล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงเลือกใช้อัตราการบีบอัดที่สูงมาก ซึ่งส่งผลให้ต้องแลกกับคุณภาพบางส่วนที่ถูกลดทอนไป อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างนี้แทบจะไม่สามารถสังเกตได้สำหรับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วไป
แต่ในงานโปรดักชันวิดีโอที่ต้องการงานที่มีคุณภาพสูง WebM ก็ยังไม่ตอบโจทย์ อีกทั้งกล้องดิจิทัลในปัจจุบัน ก็ไม่มีตัวไหนที่รองรับการบันทึกวิดีโอเป็นฟอร์แมทนี้อีกด้วย
โดยรวมแล้ว WebP และ WebM เป็นรูปแบบไฟล์มัลติมีเดียรุ่นใหม่ที่ Google เปิดตัวมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และความเร็วการโหลดหน้าเว็บไซต์ โดย WebP ใช้สำหรับภาพนิ่ง มีทั้งการบีบอัดแบบสูญเสียและไม่สูญเสียคุณภาพ ช่วยลดขนาดไฟล์ได้ถึง 26–34% โดยไม่ลดคุณภาพอย่างเห็นได้ชัด ส่วน WebM ใช้สำหรับวิดีโอ และเสียง ออกแบบมาเพื่อการสตรีมบนเว็บไซต์โดยเฉพาะ รองรับการบีบอัดสูง, ใช้พลังประมวลผลต่ำ และไม่มีค่าใช้สิทธิ์เหมือน MP4
ไฟล์ทั้งสองรูปแบบช่วยให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อประสบการณ์ผู้ใช้ และผล SEO ด้วย แม้จะมีข้อจำกัดด้านการรองรับในบางเว็บเบราว์เซอร์อยู่บ้าง แต่ในอนาคตมันก็น่าจะเป็นมาตรฐานหลักอย่างแน่นอน
|
แอดมินสายเปื่อย ชอบลองอะไรใหม่ไปเรื่อยๆ รักแมว และเสียงเพลงเป็นพิเศษ |