moonlightkzในชีวิตประจำวัน เมื่อเรากดดาวน์โหลดไฟล์, ดูวิดีโอ หรือส่งภาพหาเพื่อนผ่าน อินเทอร์เน็ต (Internet) เรามักจะนึกถึงภาพการ ดาวน์โหลดผ่าน เซิร์ฟเวอร์ (Server) ของบริษัทใหญ่ ๆ เช่น Google, Facebook หรือ YouTube แต่คุณเคยสงสัยไหมว่า ถ้าคนนับล้านคนแห่กันเข้าไปขอข้อมูลจากที่เดียวกันพร้อม ๆ กัน ระบบรองรับได้อย่างไร ? และมีวิธีอื่นหรือไม่ ? ที่จะทำให้เราส่งข้อมูลหากันได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์แม่ข่ายตรงกลาง
คำตอบของเรื่องนี้คือระบบเครือข่ายที่เรียกว่า Peer-to-Peer (P2P) ซึ่งเป็นแนวคิดการเชื่อมต่อที่พลิกโฉมโลกดิจิทัล และเป็นเบื้องหลังของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกมากมาย ตั้งแต่การแชร์ไฟล์, โปรแกรม BitTorrent ไปจนถึงระบบการเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin
คำว่า "Peer-to-Peer" หรือตัวย่อคือ "P2P" หากแปลเป็นภาษาไทยแบบตรงตัวเลย "Peer" มีความหมายว่า "เพื่อนร่วมงาน" ดังนั้นคำว่า "P2P" ก็จะหมายถึง "เครือข่ายแบบเพื่อนถึงเพื่อน" เทคโนโลยีนี้เป็นสถาปัตยกรรมเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบมีความเท่าเทียมกัน ไม่มีเครื่องไหนเป็น "โฮสต์" (Host) หรือ "แม่ข่าย" (Server) แต่เพียงผู้เดียว
เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายขึ้นว่า P2P มีรูปแบบโครงสร้างที่แตกต่างจากระบบ Client-Server แบบดั้งเดิมอย่างไร ? ลองนึกภาพว่า
เหมือน "ครูกับนักเรียน" ครู (Server) นั่งอยู่หน้าห้องถือหนังสือเล่มเดียว นักเรียนทุกคน (Clients) ต้องเข้าคิวรอขอถ่ายเอกสารจากครูคนเดียว ถ้าครูป่วยหยุดงาน ทุกคนก็ไม่ได้เรียน
เหมือน "กลุ่มติวหนังสือของเพื่อน ๆ" ทุกคนมีถ่ายเอกสารไว้คนละหน้าสองหน้า ใครขาดหน้าไหนก็หันไปขอถ่ายเอกสารจากเพื่อนข้าง ๆ ได้เลย โดยไม่ต้องรอครู
| คุณลักษณะ | แบบดั้งเดิม (Client-Server) | แบบ P2P (Peer-to-Peer) |
| ศูนย์กลาง | มีเซิร์ฟเวอร์กลางคอยแจกจ่ายข้อมูล | กระจายข้อมูลกันเองระหว่าง เครื่องผู้ใช้ (Peers) |
| ความเร็วเมื่อคนเยอะ | ยิ่งคนใช้เยอะ เซิร์ฟเวอร์ยิ่งช้าลง | ยิ่งคนใช้เยอะ ยิ่งช่วยกันปล่อยไฟล์ |
| ความเสถียร | หากเซิร์ฟเวอร์กลางล่ม ทั้งระบบใช้งานไม่ได้ | หากเครื่องใดดับไป |
หลักการทำงานของเครือข่าย Peer-to-Peer (P2P) ในการส่งหรือแชร์ไฟล์ มีขั้นตอนสำคัญ 3 ประการดังนี้
เมื่อมีไฟล์ขนาดใหญ่ เช่น หนัง 1 เรื่อง หรือโปรแกรม 1 ไฟล์ ระบบ P2P จะทำการหั่นไฟล์นั้นออกเป็นชิ้นส่วนย่อยๆ นับพันชิ้น
เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ จะเรียกว่า Peer หรือ Node ในขณะที่กำลังดาวน์โหลดชิ้นส่วนที่ 1 และ 2 มาได้ เครื่องของคุณจะทำหน้าที่ปล่อยชิ้นส่วนที่ 1 ให้กับเครื่องเพื่อนคนอื่นที่ยังไม่มีต่อทันที
ในระบบ P2P จะแบ่งผู้ใช้งานเป็นสองฝ่ายหลัก ๆ คือ
แนวคิด P2P มีมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต เช่น เครือข่าย ARPANET (ปี ค.ศ. 1969) และ Usenet (ปี ค.ศ. 1979) ซึ่งออกแบบให้คอมพิวเตอร์สื่อสาร และแลกเปลี่ยนข้อมูลกันโดยตรงแบบไม่มีศูนย์กลาง
Shawn Fanning เด็กหนุ่มวัย 18 ปี ได้พัฒนาโปรแกรม Napster ให้คนทั่วโลกแชร์ไฟล์เพลง MP3 กันได้ฟรี ถือเป็นจุดกำเนิด P2P ยุคใหม่ที่สั่นสะเทือนวงการดนตรี แม้ต่อมาจะถูกสั่งปิดเนื่องจากปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์
หลัง Napster ถูกปิด นักพัฒนาได้สร้างระบบ P2P รุ่นที่สอง เช่น Gnutella และ Kazaa ที่ไม่มีเซิร์ฟเวอร์ค้นหาตรงกลาง ทำให้ไม่มีใครสามารถสั่งปิดระบบได้อีกต่อไป
Bram Cohen คิดค้น โปรโตคอล (Protocol) BitTorrent ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความเร็ว และการดักรอไฟล์ ด้วยการแบ่งไฟล์เป็นชิ้นเล็ก ๆ และใช้ระบบแลกเปลี่ยนแบบ "ยื่นหมูยื่นแมว" จนกลายเป็นมาตรฐานการแชร์ไฟล์ที่นิยมที่สุดในโลก
Satoshi Nakamoto นำแนวคิด P2P มาผสมผสานกับวิทยาการรหัสลับ จนเกิดเป็น Bitcoin และเทคโนโลยี Blockchain สร้างระบบการเงินและธุรกรรมที่ไร้ตัวกลางอย่างแท้จริง
Peer-to-Peer (P2P) ไม่ใช่แค่เรื่องของการดาวน์โหลดไฟล์ หรือการโหลดบิทอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่คือ "แนวคิดการออกแบบระบบเครือข่าย" ที่เชื่อในศักยภาพของความเท่าเทียม และการกระจายอำนาจ (Decentralization)
ด้วยการเปลี่ยนผู้ใช้งานทุกคนจาก "ผู้รอรับ" ให้กลายเป็น "ผู้ร่วมให้บริการ" P2P จึงก้าวข้ามขีดจำกัดของเซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิม และกลายเป็นรากฐานเทคโนโลยีสำคัญที่ขับเคลื่อนโลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็นระบบ คลาวด์ (Cloud) กระจายศูนย์ (IPFS), โครงข่ายบล็อกเชน (Blockchain), เหรียญดิจิทัล (Cryptocurrency) รวมถึง Web3 ในปัจจุบัน
คำสำคัญ »
|
|
แอดมินสายเปื่อย ชอบลองอะไรใหม่ไปเรื่อยๆ รักแมว และเสียงเพลงเป็นพิเศษ |