moonlightkzในยุคที่เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พัฒนาไปไวอย่างก้าวกระโดด ใครๆ ก็พูดถึงการใช้ AI เจนภาพ, AI เจนวิดีโอ หรือโปรแกรมสามารถช่วยตัดต่อให้ผู้ใช้งานแค่กดปุ่มไม่กี่ที AI ก็เนรมิตคลิปพร้อมโพสต์ลงโซเชียลให้ผู้ใช้งานได้ในไม่กี่นาที จนทำให้เริ่มเกิดคำถามในหมู่คนทำงานคอนเทนต์ว่า แล้ว "โปรแกรมระดับตำนานอย่าง Adobe Creative Cloud ยังจำเป็นอยู่อีกไหม ? ในเมื่อ AI ทำทุกอย่างแทนได้หมดแล้ว ?"
ในฐานะที่ผู้เขียนเองก็ต้องคลุกคลีกับการทำงานจริง, การส่งมอบงานให้ลูกค้า และเจอปัญหาหน้างานอยู่เป็นประจำ คำตอบสั้น ๆ แต่ชัดเจนที่สุดเลยก็คือ "ยังจำเป็น และ AI ก็ยังไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ 100%"
แม้ว่า AI อย่าง ChatGPT หรือ Gemini จะสามารถเข้ามาช่วยเราคิดไอเดีย, วางแนวคิด หรือดราฟต์งานต้นแบบได้อย่างรวดเร็ว แต่พอถึงขั้นตอนการทำผลงานชิ้นสุดท้ายที่จะต้องนำไปใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ ข้อจำกัดของการใช้โปรแกรมสำเร็จรูป และ AI จะเริ่มเผยออกมาให้เห็นทันที และนั่นคือเหตุผลว่า ทำไมเราถึงบอกว่า สำหรับงานระดับมืออาชีพ AI ยังไม่สามารถทดแทน Adobe CC ได้ 100%

ภาพจาก : https://www.adobe.com/th_th/creativecloud/business/enterprise/solution.html
ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม : ตัวแทนจำหน่าย Adobe Creative Cloud โดย Thaiware Shop
ก่อนอื่นยอมรับตามตรงว่า AI สามารถเข้ามาช่วยย่นระยะเวลาในการสร้างภาพในขั้นตอนการค้นหาไอเดียได้มหาศาล เราสามารถพิมคำสั่ง (Prompt) เพื่อสร้างภาพ Mockup หรือหาแนวทางงาน (Guideline) ให้ลูกค้าดูเป็นไอเดียตั้งต้นได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ช่วยให้ทั้งเราและลูกค้ามองเห็นภาพทิศทางเดียวกันได้ง่ายขึ้น
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องเปลี่ยนจาก "ภาพร่าง" มาเป็น "งานจริง" โปรแกรมมืออาชีพอย่าง Adobe Premiere Pro, Adobe Photoshop และ Adobe Illustrator คือ สิ่งเดียวที่ควบคุมคุณภาพงานได้จริง ด้วยเหตุผลเหล่านี้ครับ
งานกราฟิกมืออาชีพ โดยเฉพาะงานระดับแบรนด์ หรือองค์กร เรื่องสีไม่ได้เป็นแค่อารมณ์ของภาพ แต่คือ ความถูกต้องของ Corporate Identity (CI)
ใน Photoshop หรือ Illustrator เราไม่ได้ทำแค่การใส่ฟิลเตอร์ทับลงไป แต่เราสามารถลงลึกถึงการแยกดึงค่า Hue, Saturation หรือ Luminance เฉพาะจุดได้ เช่น การเปลี่ยนสีเสื้อของนางแบบให้ตรงกับ Pantone ของแบรนด์ โดยที่สีผิวของนางแบบไม่เพี้ยนเลยแม้แต่น้อย

ภาพจาก : https://helpx.adobe.com/photoshop/desktop/adjust-color/color-corrections/apply-a-hue-or-saturation-adjustment.html
เราสามารถเลือกได้ว่าจะให้แสงเข้าจากทิศทางไหน เงาควรเป็นโทนเย็น หรือโทนอุ่น และปรับแต่งรายละเอียดเหล่านั้นได้อย่างอิสระ ซึ่ง AI ไม่สามารถให้ความแม่นยำในระดับนี้ได้เลย เพราะ AI มักจะสุ่มสร้างสีขึ้นมาตามอัลกอริทึม ซึ่งยากมากที่จะบังคับให้ได้สีตรงตามโจทย์ 100%
ในการทำงานจริง การวางองค์ประกอบศิลป์ (Composition) ต้องมีความยืดหยุ่นสูงมาก ๆ เพราะในการทำงานจริงไม่มีคำว่า "ครั้งเดียวผ่าน" กว่าลูกค้าจะแอฟพรูฟงานให้ผ่านได้ ใครเคยทำงานมาก่อนน่าจะรู้ดีว่า ต้องแก้กันถี่ขนาดไหน ?
บางครั้งเราต้องการยืดมุมของฉากหลังเพื่อรับกับข้อความ หรือต้องการดัดความโค้งของแพตเทิร์น และโลโก้ให้แนบไปกับวัตถุใน Adobe Photoshop และ Illustrator เราสามารถจับจุด Anchor Point แล้วขยับ, ดึง, บิด หรือปรับองศาได้อย่างอิสระระดับพิกเซล
การทำงานด้วยระบบ Layer คือ หัวใจสำคัญของการทำงานกราฟิก ผู้ใช้สามารถสร้างมิติภาพด้วยการแยกฉากหน้า (Foreground), ฉากหลัง (Background), เติมเงาที่เลือกทิศทาง และความฟุ้งได้เอง การซ้อนภาพด้วย Blending Mode ต่าง ๆ หรือการเลือกใส่เอฟเฟกต์เบลอเฉพาะจุด เพื่อสร้างความลึกของภาพตามที่เราต้องการได้อย่างอิสระ

ภาพจาก : https://helpx.adobe.com/photoshop/using/moving-stacking-locking-layers.html
ปัญหากวนใจที่สุดของการใช้ AI ทำงานกราฟิกคือ "ความไม่ยืดหยุ่นเมื่อเกิดการแก้ไข"
ภาพที่ได้จาก AI ส่วนใหญ่จะเป็นไฟล์รูปภาพธรรมดาอย่าง PNG หรือ JPEG ซึ่งถ้าลูกค้าเห็นภาพแล้วบอกว่า "ชอบภาพนี้มาก แต่ขอขยับตัวหนังสือไปทางซ้ายนิดนึง" หรือ "ขอเปลี่ยนข้อความโปรโมชั่นเป็นอีกคำ" สิ่งที่เกิดขึ้นคือ AI ไม่สามารถขยับองค์ประกอบเดี่ยวๆ ได้ คุณต้องพิมพ์ Prompt ใหม่ แล้วหวังว่า AI จะเจนภาพเดิมกลับมาให้ ซึ่งในความเป็นจริง ภาพที่ได้ใหม่จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
การทำงานใน Photoshop และ Illustrator คือ การแยกชิ้นส่วนของงานออกจากกัน ข้อความคือ Text Layer ที่กดดับเบิลคลิกแก้ไขเมื่อไหร่ก็ได้ โลโก้คือ Vector ที่ขยายกี่เท่าก็ไม่แตก, การขยับ, ย้ายตำแหน่ง หรือเปลี่ยนขนาดทำได้ดั่งใจภายในไม่กี่วินาที ที่สำคัญที่สุดคือ เราเลือก Export ไฟล์ได้ครอบคลุมทุกการนำไปใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นงานสิ่งพิมพ์ที่ต้องการไฟล์เวกเตอร์อย่าง .AI, .EPS, .PDF (CMYK) หรือไฟล์ดิจิทัลพร้อมความละเอียดสูง ซึ่ง AI ไม่สามารถส่งมอบไฟล์พร้อมใช้ระดับงานโปรดักชันแบบนี้ได้
ถ้าฝั่งงานภาพนิ่งต้องการความละเอียดในรายละเอียด ฝั่งงานวิดีโอยิ่งต้องการโปรแกรมที่มีรากฐานแข็งแกร่งเป็นสิบเท่า เพราะงานวิดีโอประกอบด้วยภาพ, ความเคลื่อนไหว, เสียง, จังหวะ และเวลา โปรแกรมตัดต่อระดับมืออาชีพอย่าง Adobe Premiere Pro และ Adobe After Effects จึงยังคงเป็นโปรแกรมหลักของคนทำงานวิดีโอครับ
ปัจจุบันมีแอปพลิเคชัน และโปรแกรมตัดต่อวิดีโอแบบสำเร็จรูปออกมามากมาย ซึ่งดีสำหรับการทำคลิปสั้นลง TikTok หรือ Reels แต่ถ้าพูดถึงงานวิดีโอประเภท Motion Graphic, Motion Ads หรือสื่อโฆษณาที่ต้องการ Animation ระดับสูง โปรแกรมสำเร็จรูปเหล่านั้นไม่สามารถตอบโจทย์ได้เลย
งานกลุ่มนี้พึ่งพาการเคลื่อนไหวที่ต้องคิดขึ้นมาใหม่ทั้งหมด (Custom Animation) ไม่สามารถนำเทมเพลตสำเร็จรูปมาวางแล้วจบงานได้ โปรแกรม After Effects จึงเข้ามาเป็นตัวเลือกหลัก เพราะเปิดโอกาสให้เราออกแบบการขยับ การปรากฏตัวของวัตถุ หรือกราฟิกเคลื่อนไหวได้ตั้งแต่ศูนย์ ทุกๆ เฟรมสามารถกำหนดความเร็ว, ความเฉื่อย และทิศทางได้อย่างไร้ข้อจำกัด
สิ่งที่แยกแยะระหว่างงานตัดต่อทั่วไป กับงานตัดต่อระดับมืออาชีพ คือความเนียนตาของเอฟเฟกต์ และการเคลื่อนไหว เครื่องมือสำคัญที่นิยมคือ
ใน Premiere Pro และ After Effects การใส่ Keyframe ไม่ได้มีแค่การสั่งให้วัตถุย้ายจากจุด A ไปจุด B แต่เราสามารถเข้าไปปรับ Graph Editor เพื่อควบคุมค่าความเร็ว (Velocity), การเร่ง (Easing In/Out) ให้ความเคลื่อนไหวนั้นมีความนุ่มนวลเป็นธรรมชาติสมจริง

ภาพจาก : https://helpx.adobe.com/ie/premiere/desktop/add-video-effects/control-effects-and-transitions-using-keyframes/add-keyframes.html
การเจาะวิดีโอเฉพาะส่วน (Masking) เพื่อใส่เอฟเฟกต์, ปรับแสงเฉพาะจุด หรือลบสิ่งสิ่งที่ไม่ต้องการออกจากวิดีโอ ทำงานร่วมกับ Keyframe และระบบติดตามวัตถุ (Tracking) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแม่นยำสูง ซึ่งหาได้ยากในโปรแกรมตัดต่อระดับเริ่มต้น

ภาพจาก : https://helpx.adobe.com/nz/premiere/desktop/add-video-effects/work-with-masks/refining-and-combining-masks.html
งานวิดีโอที่ดี เสียง และสีมีผลต่อความรู้สึกของผู้รับชมไม่แพ้ภาพเคลื่อนไหว
ใน Premiere Pro มีเครื่องมือด้านเสียงที่ฉลาดมากอย่าง Auto Ducking ซึ่งใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยตรวจจับช่วงที่มีเสียงพูดของคนโดยอัตโนมัติ และจะทำการหลบเสียงเพลงบรรยากาศ (BGM) ลงให้เองอย่างนุ่มนวลเมื่อมีเสียงพูด และดึงเสียงเพลงกลับขึ้นมาเมื่อไม่มีคนพูด ช่วยประหยัดเวลาในการนั่งดึง Keyframe เสียงทีละจุดไปได้มหาศาล

ภาพจาก : https://helpx.adobe.com/au/premiere/desktop/add-audio-effects/adjust-volume-and-levels/automatically-duck-audio.html
สำหรับงานที่ถ่ายทำด้วยกล้องมืออาชีพในรูปแบบไฟล์ LOG หรือ RAW โปรแกรม Premiere Pro มีเอนจิน Lumetri Color ที่รองรับการจัดการ Color Space Conversion, การดึง Dynamic Range กลับมา, การแยกปรับโทนสีผิว (Skin Tone) และการปรับแต่ง LUTs ที่ละเอียด และเที่ยงตรงสูงมาก

ภาพจาก : https://blog.adobe.com/en/publish/2016/07/22/how-to-using-lumetri-colors-hsl-secondary-controls-in-premiere-pro-cc
งานตัดต่อบางประเภทมีความยาว และปริมาณไฟล์มหาศาล เช่น งานสารคดีความยาว 2-3 ชั่วโมง, รายการทีวี, งานวิดีโอองค์กร (Corporate Video) หรือ งานวิดีโอ Wedding ที่มีฟุตเทจหลายกล้อง และขนาดไฟล์รวมหลายร้อย Gigabytes
Premiere Pro มีระบบการจัดเก็บและบริหารไฟล์ (Bin Organization), ระบบตัดต่อกล้องหลายตัว (Multi-Camera Editing) รวมถึงระบบ Proxy Workflow ที่ช่วยแปลงไฟล์ความละเอียดสูงให้เป็นไฟล์ขนาดเล็กระหว่างตัดต่อ เพื่อให้เครื่องทำงานได้ลื่นไหล แล้วค่อยสลับกลับมาใช้ไฟล์จริงตอน Render ทำให้การทำโปรเจกต์ใหญ่ระดับนี้ดำเนินไปได้อย่างมีเสถียรภาพ ไม่เสี่ยงต่อโปรเจกต์ล่มกลางทาง

ภาพจาก : https://helpx.adobe.com/premiere/desktop/organize-media/file-organization/open-and-close-bins.html
เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ทำให้มืออาชีพไม่สามารถย้ายออกจาก Adobe CC ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องตัวโปรแกรม แต่คือ "ระบบนิเวศ" (Ecosystem) ที่สร้างไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ขอยกตัวอย่างไม้เด็ดอย่าง Dynamic Link นี่ถือเป็นคุณสมบัติที่เปลี่ยนชีวิตคนทำงานวิดีโออย่างแท้จริง เช่น เมื่อเราตัดต่อวิดีโอหลักอยู่ใน Premiere Pro แล้วมีบางช็อตที่ต้องนำไปใส่กราฟิก หรือลบสายไฟออก เราสามารถคลิกขวาที่คลิปนั้นแล้วเลือก "Replace with After Effects Composition" ไฟล์จะถูกส่งไปทำต่อใน After Effects ทันที และเมื่อเราแก้ไขงานเสร็จแล้วกด Save ใน After Effects ผลงานจะถูกอัปเดตกลับมาบน Timeline ของ Premiere Pro โดยอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้อง Render หรือ Export ไฟล์ออกมาเป็นคลิปวิดีโอให้เสียเวลา และเสียความละเอียดของภาพเลยแม้แต่น้อย
นอกจากนี้ Adobe ยังเป็นศูนย์รวมของนักพัฒนาจำนวนมาก จึงมี ปลั๊กอิน (Plug-in) ระดับมืออาชีพให้เลือกใช้มากมาย เช่น Boris FX สำหรับงาน Visual Effects ระดับสูง หรือค่าย Red Giant ที่ทำ Trapcode, Magic Bullet ซึ่งเสริมประสิทธิภาพงานตัดต่อให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น
ในโลกของการทำงานจริง บริษัท เอเยนซี และ Production House ส่วนใหญ่ใช้โปรแกรมค่าย Adobe เป็นมาตรฐาน การส่งต่อไฟล์โปรเจกต์ (.prproj หรือ .aep) ให้กับเพื่อนร่วมทีม ให้คนเกรดสี หรือส่งต่อให้ Sound Engineer สามารถทำได้สะดวกอย่างไร้รอยต่อ สิ่งนี้สร้างความน่าเชื่อถือ และความเป็นมืออาชีพ มากกว่าการใช้โปรแกรมง่าย ๆ ที่เน้น Preset สำเร็จรูป ซึ่งจำกัดความสามารถในการปรับแต่งหน้างาน
โปรแกรมตัดต่อรุ่นใหม่หรือ AI เจนภาพ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ "ความสะดวก, ความเร็ว และความง่าย" เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการคิดไอเดียตั้งต้น การทำ Mockup นำเสนอ หรือการผลิตคอนเทนต์ส่วนตัวที่เน้นความไวลงโซเชียลมิเดีย
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่โจทย์ของคุณคือ "งานจ้าง, งานแบรนด์ งานที่ต้องแก้ไขตามใจลูกค้า หรือโปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่ยืดหยุ่นสูง" ความสามารถในการควบคุมองค์ประกอบทุกอย่างได้ด้วยมือของตัวเอง 100% ความแม่นยำ และระบบการทำงานที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบของ Adobe Creative Cloud ยังคงเป็นอาวุธคู่กายที่สร้างความแตกต่าง และรักษามาตรฐานความเป็นมืออาชีพไว้ได้อย่างที่ไม่มีอะไรมาแทนที่ได้
สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลรับข้อเสนอราคาพิเศษ สำหรับ Creative Cloud สำหรับองค์กร สามารถติดต่อเข้ามายังฝ่ายขายของ THAIWARE ได้ที่ลิงก์นี้เลยนะครับ : https://forms.gle/mc9BNfi7W8gDCHiT7
หรือจะสแกน QR Code ด้านล่างนี้ เพื่อความสะดวกก็ได้เช่นกัน

คำสำคัญ »
|
|
แอดมินสายเปื่อย ชอบลองอะไรใหม่ไปเรื่อยๆ รักแมว และเสียงเพลงเป็นพิเศษ |