moonlightkzในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีการบันทึก และการถ่ายทอดเสียงวิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว รูปแบบ ไฟล์เสียง (Audio File Format) มีบทบาทสำคัญในการกำหนดคุณภาพ และความถูกต้องของสัญญาณเสียง แม้ว่ารูปแบบไฟล์เสียงบีบอัดอย่างเช่น ไฟล์ MP3 หรือ AAC จะได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ฟังทั่วไปเนื่องจากขนาดไฟล์ที่เล็ก และประหยัดพื้นที่จัดเก็บ แต่สำหรับอุตสาหกรรมดนตรีระดับมืออาชีพ, งานตัดต่อภาพยนตร์, สถานีวิทยุกระจายเสียง ตลอดจนคลังจัดเก็บข้อมูลเสียงเชิงวิทยาศาสตร์ เช่น Macaulay Library, Library of Congress และ British Library ไฟล์ WAV ยังคงได้รับการยอมรับให้เป็นมาตรฐานหลัก (Gold Standard) ในการบันทึก และจัดเก็บเสียงดิจิทัล
การเลือกใช้ไฟล์ WAV ช่วยรับประกันว่าข้อมูลเสียงทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้อย่างแม่นยำ ปราศจากการสูญเสียรายละเอียดของสัญญาณ (Lossless Audio) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการนำไปประมวลผลต่อ, การวิจัยโครงสร้างคลื่นเสียง ตลอดจนการอนุรักษ์สื่อเสียงในระยะยาว
WAV ย่อมาจากคำว่า "Waveform Audio File Format" โดยมันมีนามสกุลของไฟล์เป็น .wav หรือ .wave คือมาตรฐานฟอร์แมตไฟล์คอนเทนเนอร์ (File Contrainer) สำหรับจัดเก็บข้อมูลสตรีมเสียงดิจิทัลบนเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยมันได้รับการพัฒนาร่วมกันขึ้นมาจากความร่วมมือของบริษัท IBM และ Microsoft
ลักษณะสำคัญของไฟล์ WAV คือ
ไฟล์ WAV โดยส่วนใหญ่นิยมใช้จัดเก็บข้อมูลเสียงดิบในรูปแบบ LPCM (Linear Pulse-Code Modulation) ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่ใช้ในแผ่น Audio CD โดยจะบันทึกทุกตัวอย่างสัญญาณเสียงตามเวลาจริงโดยไม่มีการตัดทอนความถี่ใด ๆ ออกไป
ให้คุณภาพเสียงที่ตรงกับต้นฉบับขณะบันทึกอย่างถูกต้องแม่นยำ ไม่ผ่านกระบวนการลบความถี่ที่หูมนุษย์อาจไม่อื่นรับรู้ ซึ่งต่างจาก MP3 หรือ AAC ที่มีการตัดข้อมูลบางส่วนออกเพื่อลดขนาดไฟล์ให้มีขนาดเล็กลง
โดยไฟล์ WAV จะมีตัวแปรหลักที่กำหนดคุณภาพเสียง ดังต่อไปนี้
จำนวนครั้งในการสุ่มวัดค่าสัญญาณเสียงต่อหนึ่งวินาที มีหน่วยเป็น Hertz (Hz) เช่น 44.1 kHz (มาตรฐาน CD), 48 kHz (มาตรฐานงานวิดีโอและวิทยุ) ไปจนถึงระดับ Hi-Res เช่น 96 kHz, 192 kHz หรือ 352.8 kHz (DXD)
จำนวนบิตข้อมูลที่ใช้บันทึกความละเอียดของระดับความดังในแต่ละตัวอย่าง เช่น 16-bit, 24-bit หรือ 32-bit float
รองรับตั้งแต่ระบบเสียง Mono (1 ช่อง), Stereo (2 ช่อง) ไปจนถึงระบบ Multi-channel เช่น Surround 5.1, 7.1 หรือ Immersive Audio 5.1.4
แม้ส่วนใหญ่ไฟล์ WAV จะจัดเก็บเสียงแบบ Uncompressed LPCM แต่เนื่องจาก WAV เป็นโครงสร้างแบบคอนเทนเนอร์ (RIFF) จึงสามารถใช้ห่อหุ้มข้อมูลเสียงที่บีบอัดผ่านตัวแปลงสัญญาณ (Codecs) อื่น ๆ เช่น ADPCM, GSM, μ-law หรือ MP3 ได้เช่นกันผ่านเทคโนโลยี Audio Compression Manager (ACM) ของ ระบบปฏิบัติการ (OS) วินโดวส์ (Windows)
สถาปัตยกรรมของไฟล์ WAV พัฒนาต่อยอดมาจากรูปแบบ RIFF (Resource Interchange File Format) ของ Microsoft และ IBM โดยมีหลักการทำงานแบบแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วน ๆ เรียกว่า "Chunks" และจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบลำดับไบต์แบบ Little-Endian ต่างจากไฟล์ AIFF ของ Apple ที่ใช้ระบบ Big-Endian

ภาพจาก : https://www.videoproc.com/resource/wav-file.htm
โครงสร้างพื้นฐานของไฟล์ WAV มาตรฐานประกอบด้วย Header ยาว 44 ไบต์ และส่วนข้อมูลเสียงหลัก ดังนี้
RIFF Chunk (Header Container) เป็นชิ้นส่วนนอกสุดที่ทำหน้าที่ระบุว่าไฟล์นี้เป็นไฟล์สถาปัตยกรรม RIFF รูปแบบ WAVE

ภาพจาก : https://samplerateconverter.com/wav
ทำหน้าที่อธิบายคุณลักษณะทางเทคนิคของข้อมูลเสียงที่บรรจุอยู่ภายใน
บรรจุสตรีมข้อมูลเสียงสัญญาณดิจิทัลที่แท้จริง
เนื่องจาก Header มาตรฐานของ WAV ใช้ตัวเลขประเภท 32-bit unsigned integer ในการระบุขนาดไฟล์ ทำให้ไฟล์ WAV มาตรฐานสามารถมีขนาดได้สูงสุดไม่เกิน 4,294,967,295 ไบต์ หรือประมาณ 4 GB
ไม่มีการบีบอัดหรือตัดข้อมูลเสียงทิ้ง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับงาน Master Recording, งานวิจัยคลื่นเสียงวิทยาสัตว์ (Bioacoustics) และการอนุรักษ์เสียงในคลังจดหมายเหตุ
เนื่องจากข้อมูลถูกเก็บในรูปแบบ LPCM สตรีมดิบ ซอฟต์แวร์ประมวลผลเสียง (DAW) จึงสามารถตัดต่อ, มิกซ์ หรือใส่เอฟเฟกต์ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการ Decode/Encode ใหม่ และไม่เสียคุณภาพจากการบันทึกซ้ำ
รองรับการเปิดฟังบน ระบบปฏิบัติการ (OS) หลัก วินโดวส์ (Windows), แมคโอเอส (macOS) และ ลีนุกซ์ (Linux) โปรแกรมเล่นสื่อทั่วไปแทบทุกตัวก็สามารถเปิดได้ เช่น โปรแกรม VLC Media Player, Windows Media Player, โปรแกรม iTunes และอุปกรณ์บันทึกเสียงระดับมืออาชีพแทบทุกชนิด
สามารถบันทึกระบบเสียง Surround Sound และรองรับ Sample Rate กับ Bit Depth ได้ในระดับสูงมาก
ด้วยโครงสร้างที่รองรับ Sample Rate และจำนวนช่องสัญญาณที่หลากหลาย WAV จึงถูกนำไปใช้เก็บข้อมูลคลื่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น ในซอฟต์แวร์ LTspice) หรือข้อมูลเซนเซอร์วัดค่าได้
ใช้พื้นที่จัดเก็บ และแบนด์วิดท์ในการส่งผ่านข้อมูลสูงมาก เสียงสเตอริโอคุณภาพ CD ใช้พื้นที่ประมาณ 10 MB ต่อนาที จึงไม่เหมาะสำหรับการรับฟังแบบสตรีมมิงทั่วไปบน อินเทอร์เน็ต (Internet) หรือพื้นที่จัดเก็บในอุปกรณ์พกพาที่มีจำกัด
WAV 32-bit แบบดั้งเดิมไม่สามารถเก็บบันทึกไฟล์ยาว ๆ ที่ความละเอียดสูงเกิน 4 GB ได้ เว้นแต่จะเปลี่ยนไปใช้มาตรฐานขยายอย่าง RF64 หรือ W64
แม้จะรองรับการฝังข้อมูล เมทาดาตา (Metadata) ผ่าน INFO chunk, ID3 tags หรือ XMP แต่โครงสร้างการอ่าน Metadata ของ WAV ยังขาดความเป็นมาตรฐานกลางเมื่อเทียบกับ MP3 หรือ FLAC ทำให้ซอฟต์แวร์บางตัวอาจไม่อ่านข้อมูลแท็ก
บริการสตรีมมิงส่วนใหญ่ เช่น Spotify, Apple Music นิยมแปลงเป็นไฟล์บีบอัดที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเพื่อลดภาระ เซิฟเวอร์ (Server) และการส่งข้อมูล
กำเนิด WAV และสถาปัตยกรรม RIFF เปิดตัวครั้งแรกในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1991 (พ.ศ. 2534) โดยความร่วมมือระหว่าง Microsoft และ IBM เพื่อใช้งานในระบบปฏิบัติการ Windows 3.1 โดยตั้งใจสร้างมาตรฐานกลางสำหรับระบบไฟล์มัลติมีเดียทดแทนฟอร์แมตกที่มีอยู่มากมายในยุคนั้น
WAV ถือเป็นฟอร์แมตคู่ขนานกับ AIFF ของ Apple ที่เปิดตัวในปี ค.ศ. 1988 (พ.ศ. 2531) สำหรับระบบ Macintosh และ Amiga ซึ่งทั้งสองใช้สถาปัตยกรรมแบ่งข้อมูลเป็น Chunk เหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่ลำดับไบต์ (WAV ใช้ Little-Endian ส่วน AIFF ใช้ Big-Endian)
Microsoft ได้ เปิดตัว WAVE_FORMAT_EXTENSIBLE ที่มีการอัปเดตสเปก Header ขยายขีดความสามารถของ WAV ให้รองรับลำโพงหลายทิศทาง (Multi-channel Audio) และระบบเสียงขยายแบบกำหนดเอง
เมื่อเทคโนโลยีบันทึกเสียงก้าวสู่ยุค High-Resolution สมาคมกระจายเสียงแห่งยุโรป (EBU) ได้ออกข้อกำหนด RF64 (EBU Tech 3306) ในปี ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) ขณะที่ Sonic Foundry พัฒนา W64 เพื่อทลายกำแพงขนาดไฟล์ 4 GB และตอบโจทย์งานบันทึกเสียงระดับมืออาชีพ
แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 30 ปี และมีฟอร์แมตบีบอัดประสิทธิภาพสูงเกิดขึ้นมากมาย แต่ WAV ยังคงเป็นมาตรฐานบังคับสำหรับการผลิตดนตรี งานบรอดคาสต์วิทยุระดับโลก เช่น BBC, Global Radio, ABC D-Cart และคลังจัดเก็บเสียงระดับนานาชาติ
ไฟล์ WAV คือรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมเสียงดิจิทัล ด้วยโครงสร้างแบบสถาปัตยกรรม RIFF ที่เรียบง่าย มั่นคง และเก็บบันทึกสัญญาณเสียงดิจิทัลแบบไร้การบีบอัด ทำให้ WAV สามารถคงความถูกต้องของคลื่นเสียงต้นฉบับไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
แม้ไฟล์ WAV จะมีข้อเสียในเรื่องขนาดไฟล์ที่ใหญ่มาก, การใช้แบนด์วิดท์สูง และข้อจำกัดขนาดไฟล์ 4 GB ในมาตรฐานเดิม แต่ด้วยการพัฒนาส่วนขยายเพิ่มเติมอย่าง RF64 ข้อจำกัดเรื่องขนาดไฟล์จึงไม่ใช่ปัญหาหลักอีกต่อไป ส่งผลให้ WAV ยังคงครองตำแหน่งฟอร์แมตมาตรฐานสูงสุดสำหรับการบันทึกเสียง, การตัดต่อมิกซ์เสียง, การกระจายเสียงทางสถานีวิทยุ ตลอดจนการอนุรักษ์ไฟล์เสียงดิจิทัลในระยะยาวมาจนถึงปัจจุบัน
คำสำคัญ »
|
|
แอดมินสายเปื่อย ชอบลองอะไรใหม่ไปเรื่อยๆ รักแมว และเสียงเพลงเป็นพิเศษ |