บรรดาเกมเมอร์ทั้งหลายในปัจจุบัน ล้วนมีตัวเลือกเกมให้เล่นกันมากมายนับไม่ถ้วน แต่ไม่ว่าอย่างไร จากในบรรดาเกมส่วนใหญ่ เราสามารถจำแนกประเภทเกมออกได้คร่าว ๆ จำนวน 2 แบบ ได้แก่ เกมอินดี้ (Indie Game) และ เกม AAA (หรือทริปเปิ้ล A)
ส่วนใหญ่แล้ว ยังมีหลายคนที่เข้าใจผิด คิดว่าเกมอินดี้จะไม่ได้รับการขัดเกลาหรือมีงานเนี้ยบสมบูรณ์แบบเหมือนเกม AAA แต่ล่าสุด บรรดาเกมที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันก็ได้ทำให้เราเห็นแล้วว่า ความไม่เนี้ยบที่ว่า ไม่ได้เกิดขึ้นเสมอไป ดังนั้น เราไปทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างเกมทั้งสองประเภทนี้กันให้ลึกซึ้งขึ้นดีกว่า
เกม AAA (หรือในอีกชื่อว่า เกม ทริปเปิ้ล A) จะเป็นเกมที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยสตูดิโอเกมขนาดใหญ่ ที่ประกอบไปด้วยนักออกแบบเกม, ฝ่ายคอนเซปต์งานศิลป์, และนักพัฒนา ร่วมทำงานด้วยกันนับร้อยคน และจากจำนวนคนทำงานที่เราบอกไป แน่นอนว่างบประมาณในการพัฒนาก็จะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลด้วยเช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่น เกม Grand Theft Auto V หรือ GTA V ที่วางขายในปี ค.ศ. 2013 (พ.ศ. 2556) สามารถทำรายได้ไปกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ฯ หรือราว 3.3 หมื่นล้านบาท ในเวลา 3 วันหลังวางจำหน่าย ซึ่งต้นทุนการพัฒนาใช้ไปทั้งสิ้น 140 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ (ราว 4.7 พันล้านบาท) ซึ่งหลังจากนั้น ทางผู้จัดจำหน่ายก็ได้เอากำไรที่ได้มาไปทำการตลาดต่ออีกที
เครดิตภาพ : https://store.steampowered.com/agecheck/app/271590/
หลายครั้ง ที่บรรดาผู้พัฒนาชั้นนำ จะทำลิสต์งานสำหรับการพัฒนาเกม AAA ขึ้นมา เพื่อให้แต่ละสตูดิโอที่แตกต่างกัน รับไปทำในส่วนต่าง ๆ ของเกม จึงทำให้เกม AAA ส่วนใหญ่ ต้องใช้เวลาในการพัฒนาค่อนข้างนาน แต่ทำให้มีรายละเอียดที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และมีดีเทลของโลกภายในเกมที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันตัวอย่างของเกม AAA ชื่อดังในตลาดก็เช่น
เ
ครดิตภาพ : https://www.tuplaystation.es/2020/10/14/marvels-spider-man-miles-morales-muestra-un-gameplay/
อย่างไรก็ตาม การที่นักพัฒนาลงทุนเงินจำนวนมากบนเกม AAA ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีคุณภาพที่เราสามารถคาดหวังและไว้ใจได้เสมอไป มีบางเกมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีประวัติการเปิดตัวที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะประสบปัญหาเจอบัค หรือข้ผิดพลาด จำนวนไม่น้อยตั้งแต่วางขายวันแรก เช่น Cyberpunk 2077, Fallout 76, Assassin's Creed: Unity เป็นต้น
นอกจากนี้ ชาวเกมบางส่วนยังวิจารณ์เกมระดับ AAA บางเกมเป็นแง่ลบ ในเรื่องความคุ้มค่าของการกลับมาเล่นซ้ำในระยะยาว และตัวเกมเพลย์เองด้วย เพราะมีความสวนทางกับราคาที่แพงเอาเรื่อง เช่น Star Wars Battlefront II เพราะนอกจากเกมนี้จะเป็นเกมเต็ม ไม่ใช่เกมที่เป็น Early-access หรือบรรดาเกมออนไลน์ที่เป็น Free-to-play แล้ว ยังมีการเสนอตัวเลือก Pay-to-win และขายของอื่น ๆ ภายในเกมยิบย่อยเพื่อให้ผู้เล่นซื้อกันเพิ่มเติมอีกต่างหาก ทั้ง ๆ ที่โดยทั่วไป ขึ้นชื่อว่าเกมเต็ม ก็ควรเสียเงินครั้งเดียวแล้วจบ หลังจากนั้นจะเป็น DLC ส่วนขยายก็ค่อยว่ากันอีกที
Star Wars Battlefront II เกมเต็มที่ทำเหมือนไม่ใช่เกมเต็ม
เครดิตภาพ : https://aminoapps.com/c/star-wars/page/blog/crates-and-currency-in-battlefront-2/qKFR_unGXbLgNRvRvbgMl7lNdpXWw5
เกม Indie (อินดี้) เป็นเสมือนเกมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเกม AAA แทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสตูดิโอพัฒนาที่มีขนาดเล็กกว่า (บางครั้งทำคนเดียวทั้งเกมก็มี), ใช้ทีมงานที่มีขนาดเล็ก, ลงทุนน้อย ซึ่งบางครั้งในบางโปรเจกต์ ผู้พัฒนาก็เป็นคนควักกระเป๋าออกตังค์จากคนอื่นมาทำงานเองก็มี โดยส่วนใหญ่แล้ว สตูดิโอเกมอินดี้ มักไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากบรรดาผู้จัดจำหน่ายในตลาดเกมเท่าไหร่นัก
คำว่า Indie ในที่นี้ย่อมาจากคำว่า Independant ที่แปลว่าอิสระ สามารถจำกัดความได้ทั้งแบบที่มีผู้พัฒนาเพียงคนเดียว, มีบริษัทเล็ก ๆ หรือไม่มีเลยก็ได้ ซึ่งผู้พัฒนาเกมประเภทนี้จะมีอิสระในการทำเกมให้ออกมาเป็นรูปแบบใดก็ได้ เพราะไม่ได้มีบริษัทอื่น ๆ หรือผู้จัดจำหน่ายออกทุนรอนให้ หรือมาควบคุมการผลิตให้ ซึ่งในปัจจุบัน ผู้พัฒนาเกมอินดี้ส่วนใหญ่ มักจะนำโปรเจกต์ของตัวเองมาเข้าเว็บไซต์ระดมทุน เพื่อหาต้นทุนในการผลิตเกม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว เกมต่าง ๆ ที่เป็นเกมอินดี้ มักมีขนาดเล็ก และไม่ได้เน้นอยู่ยาวเท่าไหร่
แต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีไปเสียทีเดียว เพระาผู้พัฒนาเกมอินดี้ สามารถเลือกที่จะพัฒนาให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างได้เพื่อเรียกให้คนหันมาสนใจเกมกันเพิ่มมากขึ้น และทำให้เกมมีราคาถูก เนื่องจากต้นทุนต่ำกว่าเกม AAA โดยทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น Markus Persson และ Rolf Jansson ผู้สร้างเกม Minecraft ที่ตอนวางขายเกมเป็นครั้งแรกนั้นวางขายเป็นเกมอินดี้ แต่กลายเป็นแนวเกมใหม่ในตลาดไปตลอดกาล ด้วยราคาเพียง 13 เหรียญสหรัฐ ฯ (ราว 440 บาท) เท่านั้นในเวอร์ชันต้นฉบับ
จากเกม Minecraft เราจะเห็นได้ว่า เกม ๆ นี้มีระบบการสำรวจที่เรียบง่ายเสมือนเกมในยุค '90 แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยภายในเกมมากมาย ซึ่งเกมอินดี้ส่วนใหญ่ก็จะใช้ภาพเกมเป็นแบบพิกเซลด้วยเช่นกัน เพื่อเน้นการเล่าเรื่องมากกว่าเน้นภาพสวยงาม
ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ เกมอินดี้จะไม่ค่อยมีกราฟิกที่สวยงามเหมือนกับเกม AAA เท่าไหร่ แต่ให้คุณค่าทางด้านเกมเพลย์มากกว่า ซึ่งเกมที่ได้รับเสียงวิจารณ์ในด้านเกมเพลย์ที่น่าทึ่งในหลายปีที่ผ่านมาก็เช่น Stardew Valley, Celeste, Hades, Dead Cells, Spelunky, Cuphead, Super Meat Boy, Bastion เป็นต้น
เครดิตภาพ : https://www.playstation.com/en-us/games/dead-cells/
สุดท้ายแล้ว เกม AAA และ เกม Indie ล้วนมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป โดยทางฝั่งของเกม AAA จะมีข้อดีอยู่ที่ต้นทุนในการพัฒนา, จำนวนทีมงาน, มีทีมพัฒนาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ และปัจจัยในการพัฒนาอื่น ๆ อย่างครบครัน ส่งผลทำให้ตัวเกมส่วนใหญ่มีงานภาพกราฟิก และเกมเพลย์อยู่ในระดับที่คาดหวังได้ ในราคาที่เหมาะสม แต่ก็อาจถูกแทรกแซงจากเหล่านักลงทุนจนทำให้เกมพังในวันเปิดตัวอย่างไม่เป็นท่า เช่น Cyberpunk 2077 ได้
ส่วนเกม Indie ถึงแม้ว่าจะมีต้นทุนในการพัฒนาต่ำ, มีจำนวนทีมงานน้อย, และผู้พัฒนาหรือทีมพัฒนาไม่ได้มีชื่อเสียงมากนักในวงกว้าง แถมด้วยบางเกม ไม่ได้มีทีมงานด้านกราฟิกพัฒนางานศิลป์ให้กับตัวเกมโดยเฉพาะ ทำให้งานกราฟิกไม่สวยสมูธ หรือมีดีเทลมากมายอย่างเกม AAA แต่ก็มีข้อดีในด้านความอิสระของผู้พัฒนา ที่สามารถปรับแต่งและพัฒนาให้สมบูรณ์แบบได้อย่างเต็มที่ และสามารถกำหนดไทม์ไลน์แผนงานต่าง ๆ ได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องถูกกดดันจากบรรดานักลงทุนต่ออีกทอด
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคุณ ๆ ที่เป็นผู้เล่นเป็นหลักแล้วว่า จะเลือกอุดหนุนเกมไหน ประเภทใดที่ถูกจริตคุณมากที่สุด และคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป :)
|
เกมเมอร์หญิงทาสแมว ถ้าอยู่กับแมวแล้วจะน้วยแมวทั้งวัน |