moonlightkzในยุคแรกเริ่มของเทคโนโลยีสารสนเทศ เครื่อง คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมถูกสร้างขึ้นโดยผู้ผลิตหลายราย แต่ละรายใช้รหัสภายใน (Internal Coding) สำหรับตัวอักษร และตัวเลขที่แตกต่างกัน เช่น IBM ที่เคยใช้ชุดอักขระแตกต่างกันนับสิบแบบ ส่งผลให้เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างยี่ห้อไม่สามารถสื่อสาร หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างเรียบร้อย
เพื่อแก้ไขปัญหาทางเทคโนโลยีความเข้ากันไม่ได้ของมาตรฐานที่มีอยู่หลายรูปแบบ จึงเกิดการพัฒนามาตรฐานกลางที่เรียกว่า ASCII ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นภาษากลางที่ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องแปลความหมายของตัวอักษร และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ให้ตรงกัน ...
ASCII อ่านออกเสียงว่า แอสกี ย่อมาจาก American Standard Code for Information Interchange คือ มาตรฐานการรหัสอักขระ (Character Encoding Standard) ที่กำหนดรหัสตัวเลขให้แก่ตัวอักษร, ตัวเลข และสัญลักษณ์ต่าง ๆ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บ, ประมวลผล และรับส่งข้อมูลข้อความภาษาอังกฤษได้อย่างแม่นยำ
เนื่องจากคอมพิวเตอร์ไม่สามารถเข้าใจภาษา เช่น ภาษาอังกฤษ หรือภาษาไทย ได้โดยตรง แต่เข้าใจเพียงสัญญาณไฟฟ้า หรือ ระบบเลขฐานสอง (Binary System) ASCII จึงทำหน้าที่เป็น "ล่าม" ในการแปลงตัวอักษรมนุษย์ให้อยู่ในรูปแบบตัวเลขฐานสอง และแปลงกลับเป็นอักขระที่มนุษย์อ่านออกบนหน้าจอ

ภาพจาก : https://www.asciiart.eu/collections/best-of-the-ascii-pics-1-0
ชุดรหัส ASCII ถูกแบ่งและพัฒนาออกเป็น 2 ประเภทหลักตามขนาด และจำนวนข้อมูลที่รองรับ

ภาพจาก : https://www.sysnettechsolutions.com/en/what-is-ascii/#what-is-an-ascii-table
กลไกการทำงานของ ASCII อาศัยการจับคู่ระหว่าง ตำแหน่งอักขระ (Character Set) กับ ตารางรหัสตัวเลข (Code Point) ในระบบฐานสอง
| อักขระ | เลขฐานสิบ (Decimal) | เลขฐานสอง (7-bit Binary) |
| Space (เว้นวรรค) | 32 | 010 0000 |
| 0 | 48 | 011 0000 |
| A (ตัวพิมพ์ใหญ่) | 65 | 100 0001 |
| a (ตัวพิมพ์เล็ก) | 97 | 110 0001 |
สมาคมมาตรฐานแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ ASA (American Standards Association - ต่อมาคือ ANSI) ได้จัดตั้งคณะทำงาน X3 ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนของรหัสคอมพิวเตอร์ โดย Bob Bemer จาก IBM ได้ยื่นข้อเสนอสร้างรหัสมาตรฐานร่วมกัน
ASCII ฉบับแรกได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการในชื่อ ASA X3.4-1963 โดยในเวอร์ชันแรกเริ่มนี้ยังไม่มีอักขระตัวพิมพ์เล็กภาษาอังกฤษ
มีการปรับปรุงโครงสร้างมาตรฐาน ใน USAS X3.4-1967 โดยเพิ่มอักขระตัวพิมพ์เล็กภาษาอังกฤษ (a-z) สัญลักษณ์วงเล็บ เครื่องหมาย | และ ~ ให้ครบสมบูรณ์
ประธานาธิบดี Lyndon B. Johnson ออกคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ และระบบโทรคมนาคมทั้งหมดที่จัดซื้อโดยรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องรองรับมาตรฐาน ASCII ส่งผลให้ ASCII กลายเป็นมาตรฐานหลักของอุตสาหกรรมนับแต่นั้นมา
IBM เปิดตัว IBM PC เครื่องแรกที่มาพร้อมกับ Extended ASCII แบบ 8-bit (Code Page 437) ทำให้เกิดมาตรฐาน 256 อักขระที่ใช้อย่างแพร่หลายในยุค MS-DOS
เนื่องจาก ASCII รองรับเฉพาะภาษาอังกฤษ จึงมีการพัฒนา Unicode เช่น UTF-8 ขึ้นมารองรับทุกภาษาทั่วโลก รวมถึงภาษาไทย อย่างไรก็ตาม Unicode ได้รับเอา 128 อักขระแรกของ ASCII มาเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานด้วย
ASCII คือ รากฐานสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของประวัติศาสตร์วิทยาการคอมพิวเตอร์ แม้ว่าในปัจจุบัน บทบาทของ ASCII จะถูกแทนที่ด้วยมาตรฐาน Unicode (UTF-8) ที่สามารถรองรับภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึง อีโมจิ (Emoji) แต่ ASCII ก็ไม่ได้หายไปไหน เพราะ Unicode ยังคงรักษา 128 รหัสแรกให้ตรงกับ ASCII อย่างสมบูรณ์
ทำให้รหัส ASCII ยังคงแทรกซึมอยู่ในโครงสร้างของ อินเทอร์เน็ต (Internet), โค้ดโปรแกรมมิ่ง, ซอร์สโค้ด ภาษา C, ภาษา Python, Java และไฟล์ข้อความแบบ Plain Text ทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน
คำสำคัญ »
|
|
แอดมินสายเปื่อย ชอบลองอะไรใหม่ไปเรื่อยๆ รักแมว และเสียงเพลงเป็นพิเศษ |